ดูหนังฝรั่ง Dolittle – ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล

หนัง Dolittle หรือชื่อไทยว่า ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล หลังจากสูญเสียภรรยาเมื่อเจ็ดปีก่อน ด็อกเตอร์ จอห์น ดูลิตเติ้ล (ดาวนีย์) ผู้มีความแปลกไม่เหมือนใครและสร้างชื่อเสียงเป็นหมอและสัตว์แพทย์ของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่หลังกำแพงสูง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ดูลิตเติ้ลกับสวนสัตว์ที่มีสัตว์หายาก แต่เมื่อพระราชินี (เจสซี่ บัคลีย์ จาก Wild Rose) มีพระอาการประชวรอย่างสาหัส

ดูลิตเติ้ลจึงต้องออกเดินทางผจญภัยไปยังเกาะในตำนาน เพื่อหาวิธีรักษา พร้อมทั้งรื้อฟื้นสติปัญญาและความกล้าหาญ ต้องต่อสู้กับศัตรูและค้นพบสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ . คุณหมอออกเดินทางไปกับนักเดินทางวัยเยาว์ (แฮร์รี่ คอลเล็ตต์) และเหล่าเพื่อนที่เป็นสัตว์ดุร้าย อาทิ ลิงกอริลลาผู้มีความกังวล (รามี มาเล็ก เจ้าของรางวัลออสการ์), เป็ดสมองนก ผู้กระตือรือล้น (เจ้าของรางวัลออสการ์ ออคตาเวีย สเปนเซอร์), นกกระจอกเทศจอมถากถาง (คูเมล นันจานี จาก The Big Sick) หมีขั้วโลกที่มองโลกในแง่ดี (จอห์น ซีนา จาก Bumblebee) และนกแก้วหัวแข็ง (เจ้าของรางวัลออสการ์ เอ็มม่า ธอมป์สัน) ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเป็นสัตว์ที่ดูลิตเติ้ลที่ไว้วางใจและเชื่อถือมากที่สุด

Dolittle คือหนังที่รายได้เปิดตัวไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ในต่างประเทศ และมีแววเจ๊งมาแต่เนิ่นๆ แถมคะแนนวิจารณ์แต่ละสำนักในต่างประเทศก็เข้าขั้นแย่ ยิ่งสำหรับเราที่คุ้นเคยกับ Dolittle ฉบับ Eddie Murphy แล้วด้วยนั้น ยิ่งทำให้เวอร์ชั่นนี้ดูดร๊อปลงไปในทันที เอาจริงๆ ถึงแม้จะไม่เคยมี Dolittle มาก่อนหน้านี้ เวอร์ชั่นนี้ก็ไม่ดีเท่าที่ควรจริงๆ

Dolittle บอกเล่าเรื่องราวของหมอคนหนึ่งที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ เขาได้รับภารกิจให้ไปช่วยเหลือราชินีที่ป่วยอยู่ ด้วยการต้องไปตามหายาแก้พิษบนเกาะแห่งหนึ่ง ทำให้ตัวของ Dolittle ต้องผจญภัยออกไปกับผองเพื่อนสัตว์ต่างๆ

เรารู้สึกว่าหนังเปิดเรื่องเร็วเหลือเกิน มันพอเข้าใจแหละว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันน่าจะมีความดราม่าเจาะลึกสภาพจิตใจของตัวละครอย่าง Dolittle สักหน่อย เรื่องราวการดำเนินเรื่องยิ่งไม่มีอะไรเข้าไปใหญ่ คือตัวหนังเองพยายามจับตัวละครจับสัตว์ไปผจญภัย มีความเล่นใหญ่ ใส่ซีนอลังๆ ชวนว้าวมาบ้าง แต่มันก็น้อยเหลือเกิน มันเบาบางมาก ที่สำคัญตัวละครนำอย่าง Dolittle ที่รับบทโดย Robert Downey Jr. กลับไม่มีเสน่ห์ และไม่สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับหนังได้เลยจริงๆ เสียดายความเป็นตัวของเขามาก หรืออาจไม่มีพื้นที่ให้เขาได้แสดงความสามารถอะไรเลย และสิ่งที่น่าเสียดายยิ่งกว่านั้นคือสัตว์แต่ละตัว ที่ได้นักแสดงบิ๊กเนมมาทั้งนั้น ตัวละครที่เสียดายสุดคงจะเป็น Jip หมาแว่นที่ให้เสียงพากย์โดย Tom Holland จากตัวเด่นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นใน Avengers กลับกลายเป็นแค่ตัวประกอบไปซะงั้น เอาจริงๆ การแบ่งบทสัตว์แต่ละตัวก็ทำได้ไม่ดีอีกต่างหาก มุกตลกแต่ละอย่างมันก็ไม่ค่อยเวิร์คไม่ค่อยทำงานสำหรับเรา ได้แต่แบบยิ้มหึๆ ฮาสุดคงตัวละครกระรอกนั่นแหละ คลิปโปรโมทที่ RDJ ออดิชั่นสัตว์ยังฮากว่าเยอะ

สรุปแล้ว Dolittle เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ไม่ได้ถึงกับแย่ แต่ก็ไม่ได้ดี ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำสักเท่าไหร่ น่าจะเหมาะสำหรับครอบครัวพาลูกพาหลานไปดู น่าจะเอ็นจอยมากกว่า ตัดเรื่องเหตุผล ตัดเรื่องความรู้สึกตัวละคร Dolittle ออกไป แล้วเหลือไว้เพียงแต่สิงสาราสัตว์ต่างๆ กับการผจญภัยเล็กๆ น้อยๆ ก็น่าจะพอไหวอยู่แหละมั้ง

RELATED POST

3 สิ่งที่ยืนยันและบ่งบอกว่า Bitcoin ยังมีอนาคตไกล

Bitcoin เป็นอีกหนึ่งสกุลเงินดิจิตอล แห่งความหวังและเป็นจุดเริ่มต้น โครงการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพได้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทบาทและรูปแบบของความหลากหลายที่เหมาะสม อีกหนึ่งบทบาทของส่วนผสม และองค์ประกอบโดยรวมที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีเพราะฉะนั้นการลงทุนในสกุลเงินแบบนี้ จึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมและดูเหมือนว่า ยังคงมีอนาคตที่สดใสอยู่อย่างแน่นอน สำหรับวันนี้เราจะมาดู 3 ข้อเน้นๆ ที่ยังคงยืนยันและยังคงบ่งบอกได้ว่า สกุลเงินบิทคอยน์ นั้นยังคงมีอนาคตไกลอยู่ แถมยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดในตัวเลือก และทางเลือกที่ค่อนข้างมีความชัดเจน อีกหนึ่งตัวเลือกและทางเลือก ที่ค่อนข้างมีความสำคัญไม่น้อย…

หนังใหม่ The Last Mercenary กับการพลิกบทบาทของราชาสายบู๊มาในแนวตลก ที่ไม่คาดคิด

หนังใหม่ The Last Mercenary ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ สายแอ็คชั่นตลกได้อดีตนักแสดงคิวบู๊ระดับเทพอย่าง ฌอง-โคลด แวน แดมม์ มาร่วมแสดงด้วย และที่สำคัญคือการพลิกบทบาทมาเล่นในแนวตลกในวัย 60 ของเขาถือได้ว่าใช้ได้ดีเลยทีเดียว และแฟนหนังก็คงรู้สึกดีและเอาใจช่วยในการกลับมาครั้งนี้ของเขา สามารถรับชมหนังเรื่องนี้ผ่านทาง netflix ได้ที่เป็นแนวตลกร้ายหน้าตายตามสูตรดาราแอ็คชั่นแบบปกติ ที่เคยผ่านหน้าผ่านตามมาก่อนแล้ว สำหรับหนังเรื่องนี้นั้นได้ ฌอง-โคลด…

The Unthinkable – อุบัติการณ์ลับถล่มโลก

ว่าด้วยเรื่องของนักเปียโนหนุ่มรายหนึ่งซึ่งต้องเอาตัวรอดจากการโจมตีปริศนาที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับคนรักในอดีตของเขา ซึ่งถ้าอ่านจากโปสเตอร์ เรื่องย่อและดูตัวอย่างมันน่าจะตื่นเต้น ต้องมีเหตุการณ์วินาศสันตะโร ภัยพิบัติหรืออะไรถล่มโลกสักอย่าง แต่แท้จริงแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้นเลย มันถล่มโลกยังไง!!! ทั้งเรื่องมันเกิดแค่ที่ประเทศสวีเดนเท่านั้น!!! คือเข้าไปพร้อมความคาดหวังเต็มเปี่ยม จากเรื่องย่อและตัวอย่าง จริงๆ ความระทึกใจ อุบัติการณ์หรือเรื่องระทึกๆ มันอยู้ในตัวอย่างแทบจะทั้งหมดแล้วจริงๆ คือนอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรเลย หนังดำเนินตั้งแต่พระเอกยังเป็นวัยรุ่นได้อย่างโคตรน่าเบื่อ อะไรหลายๆ อย่างมันสามารถเล่าให้กระชับกว่านี้ได้ ตัดมาตอนโตเลยก็ได้…

Leave No Trace ปรารถนาไร้ตัวตน

มันเป็นเรื่องราวของพ่อกับลูก วิล (Ben Foster) และทอม (Thomasin Harcourt McKenzie) วิลเป็นทหารผ่านศึกผู้ที่มีความหลังฝังใจอะไรบางอย่าง เขาจึงเลือกจะมีชีวิตอยู่ในป่า ตอนนี้เขาลักลอบใช้ชีวิตอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอันเป็นที่ต้องห้าม ชีวิตที่ดูเหมือนจะพยายามแปลกแยกออกมาจากสังคม แต่หลายครั้งก็ต้องยอมเข้าเมืองเพิ่มซื้ออาหารและสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ ชีวิตประจำของพวกเขานอกจากหุงหาและกินอาหารแล้วก็คือการซ้อมหนีด้วยการพรางตัวให้แนบเนียนที่สุด แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ถูกค้นพบจนได้ สองพ่อลูกถูกจับแยกเพื่อทำการสอบสวนและทำแบบทดสอบบางอย่าง ก่อนถูกพายังสถานที่แห่งหนึ่ง บ้านแห่งใหม่ สถานที่แห่งใหม่ที่ทำให้ทอมได้เรียนรู้บางสิ่งที่ไม่เคยได้เรียนรู้ มันเป็นหนังที่ถ่ายสภาพภายในป่าเอาไว้สวยมาก…